ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ “ท้องผูก” อาการที่ไม่ควรมองข้าม

Nurse sitting on a hospital bed next to an older woman helping hands, care for the elderly concept

ทำไมเราจึงไม่ควรมองข้ามอาการท้องผูกที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ เพราะทั้งผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุต่างมีภาวะที่รับประทานอาหารได้น้อย ดื่มน้ำน้อย ส่งผลให้ระบบการขับถ่ายผิดเพี้ยนไป จนอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอาจเกิดอาการเจ็บป่วยจากอาการท้องผูกดังกล่าว ดังนั้นเรามาทำความรู้จักและเข้าใจอาการท้องผูกให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันและเมื่อมีอาการ ควรทำอย่างไรและรับการรักษาอย่างไร ทั้งนี้เพื่อเป็นความรู้ในเบื้องต้นสำหรับผู้อ่านทุกท่าน

ท้องผูกคืออะไร ?
คำถามนี้เชื่อว่ามีหลายคนสงสัยและถามกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาการท้องผูกนั้นคุณจะสามารถสังเกตตัวคุณได้อย่างง่าย ๆ โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่ากิจวัตรประจำวันของคุณที่เคยตื่นเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายได้หายไปหรือรู้สึกอึดอัดแน่นท้องอยากถ่าย แต่เป็นเรื่องยากที่หลายครั้งต้องนั่งใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่าย ใช้น้ำฉีด ใช้นิ้วล้วงช่วย แต่ท้ายที่สุดก็ถ่ายไม่สุด เหมือนมีอะไรมาอุดกั้นไว้ ถ่ายออกมาน้อย อุจจาระแข็งมีลักษณะเป็นเม็ด ผิวขรุขระหรือแห้งแตก ซึ่งอาการทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าคุณ…ท้องผูกอยู่เป็นแน่ !

ท้องผูกเกิดขึ้นได้กับวัยใดบ้าง ?
อาการท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย แต่วัยที่หน้าเป็นห่วงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นวัยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัยที่ทานอาหารได้น้อยลง ไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายเท่าที่ควร ดื่มน้ำน้อยอาจเนื่องมาจากไม่สามารถกั้นปัสสาวะได้ จึงแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำให้น้อยเพื่อให้ปัสสาวะน้อยลงด้วย แต่การกระทำดังกล่าวกลับส่งผลต่อระบบการขับถ่ายที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกเนื่องจากอุจจาระเคลื่อนตัวได้ช้าทำให้การขับถ่ายไม่เป็นปกติ ทั้งนี้นอกจากผู้สูงอายุแล้วผู้ป่วยที่ป่วยติดเตียงก็อาจพบภาวะเดียวกันนี้หรืออาจมีโอกาสท้องผูกได้มากกว่าผู้สูงอายุอีกด้วย

แสดงอาการของโรคท้องผูก

1.ท้องผูกส่งผลอย่างไรกับผู้ที่มีอาการ ?
2.ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบ ๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด
3.ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
4.ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู
5.ทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้
6.ทำให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
7.ท้องผูกเรื้อรังจนทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน ได้แก่ ปวดท้องมาก อึดอัดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ไม่ผายลม และไม่ถ่ายอุจจาระ

เมื่อมีอาการท้องผูกต้องรักษาอย่างไร ?
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณอุจจาระและกระตุ้นการเคลื่อนตัวภายในลำไส้ใหญ่ให้เร็วขึ้นดื่มน้ำให้มากพอเพื่อให้อุจจาระอ่อนนุ่มถ่ายง่าย
2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ จะทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
3. การฝึกขับถ่ายให้เป็นธรรมชาติ การฝึกถ่ายอุจจาระอย่างถูกวิธี มีหลักการคือ ฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นหลักแทนการหายใจด้วยปอด และฝึกเบ่งโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง
4. การใช้ยาระบาย การใช้ยาระบายควรใช้ตามแพทย์สั่งและใช้เท่าที่จำเป็น เพราะยาระบายมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกันและอาจส่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
5. การผ่าตัด การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออกเป็นทางเลือกสุดท้ายในการแก้ปัญหาท้องผูกเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดแล้วไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาระบายหรือการฝึกเบ่งแต่ลำไส้ใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวช้าอย่างรุนแรง
6. การรักษาอาการท้องผูกให้ถูกวิธีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการตรวจพบสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสมกับอาการที่เป็นอยู่ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น