5 โรคสุดฮิต พบบ่อยในผู้สูงอายุ !

ทำไมอะไร ๆ ก็ผู้สูงอายุ ก็เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปี และเชื่อได้ว่าเกือบทุกครอบครัวจะต้องมีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ ข้อมูล หรือวิธีการดูแลเกี่ยวกับผู้สูงอายุ
จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทาง สสส. จึงนำเรื่องเกี่ยวกับ 5 โรคผู้สูงอายุ มาฝากกัน เพื่อให้คุณหรือคนใกล้ตัวได้สำรวจว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ ? จะได้เตรียมพร้อมตั้งรับ ! กลุ่มอาการและโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เรียนรู้สาเหตุเพื่อป้องกัน
การเกิดอาการและโรค รวมทั้งรู้จักวิธีการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาและหลีกเลี่ยงการเจ็บปวด

1. เวียนศีรษะ
เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยมากอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ บางครั้งอาจจะมีอาการบ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งสาเหตุของอาการเวียนศีรษะนั้นเกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวกับการควบคุมการทรงตัวของร่างกาย ประกอบไปด้วยอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน การมองเห็น ระบบประสาท ตลอดจนสมองน้อยที่ควบคุมการทรงตัว ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อ
สิ่งกระตุ้นอื่น ๆ ที่ทำให้สูญเสียการทรงตัวเร็วขึ้น
– โรคที่มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันสูง หรือโรคหัวใจ ที่ทำให้เกิดการตีบของหลอดเลือด เลือดจึงไหลไปเลี้ยงอวัยวะทรงตัวหูชั้นในได้ไม่ดี หรือไปเลี้ยงสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวได้ไม่เพียงพอ
– โรคที่มีผลต่อการทำงานของระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น โรคเบาหวาน โรคไตวาย ฯลฯ
– โรคที่มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม หรือเคยมีกระดูกหักมาก่อน ฯลฯ
– โรคของหูต่าง ๆ อาจทำให้ทำงานแย่ลง เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
– โรคอื่น ๆ เช่น โรคต่อมไทรอยด์
ทำอย่างไรเมื่อรู้สึกเวียนศีรษะไม่หาย
– อันดับแรกต้องหาสาเหตุให้พบก่อนว่าเกิดจากอะไร โดยการไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
– สำหรับผู้ที่มีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ไม่ควรให้นั่งหรือนอนอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะต้องเดินไปทำกิจวัตรประจำวันด้วย และต้องมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด โดยไม่ควรพยุงเดินตลอดเวลา เพราะจะทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินเองได้ต่อไป

2. โรคกระดูกพรุน
เป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุทุกคน อันมีสาเหตุสำคัญจากการทำงานของฮอร์โมนที่ลดลง
สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน
– ไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอ
– กรรมพันธุ์
– การใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างทำให้เกิดการลดความหนาแน่นของกระดูก เช่น ยาคอร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจและความดันโลหิต
– การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราเป็นประจำ
– ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ดื่มชา หรือกาแฟ ซึ่งมีผลทำให้กระดูกเสื่อมง่าย
– ฮอร์โมนลดลง เช่น ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
– ขาดการออกกำลังกาย
– ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดี มีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้
ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคกระดูกพรุน
– ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร
– เมื่อมีความเจ็บปวดไม่ว่าสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัดหรือเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
– ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลากระป๋อง ปลาเล็กปลาน้อย หรือดื่มนมพร่องมันเนย ผักผลไม้ เป็นต้น
– งดดื่มสุราและงดสูบบุหรี่
– หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาลูกกลอน เพราะมันจะมีสารสเตียรอยด์สะสมอยู่จะทำให้กระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว

3. โรคข้อเสื่อม
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนผิวข้อเป็นหลัก โดยมากเป็นตำแหน่งข้อ คือ มีอาการปวดและมักเป็นหลังจากที่มีการใช้ข้อมากกว่าปกติ อาจมีอาการเจ็บด้านใดด้านหนึ่งของข้อได้ หรืออาจมีอาการบวมแดง แต่เมื่อได้พักอาการปวดก็จะลดลงหรือหายไป แต่อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ
ขึ้นอยู่กับการใช้งานข้อ นอกจากนี้ยังมีอาการข้อฝืดเกิดขึ้นจากการหยุดการเคลื่อนไหวข้อเป็นเวลานาน เช่น นั่งท่าเดียว นั่งสมาธิและนั่งพับเพียบฟังเทศน์ เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นโรคข้อเสื่อม
– อายุมากขึ้น
– พันธุกรรมและโรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคเกาต์
– เป็นโรคที่ทำให้เกิดข้ออักเสบ เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ หรือข้ออักเสบติดเชื้อ
– การได้รับบาดเจ็บของข้อ อาจมีการเคลื่อนไหวข้อซ้ำ ๆ หรือมีน้ำหนักที่กดทับลงผิดข้อ ก็มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้
– อาชีพการงานที่มีการใช้นิ้วมือมาก
– ความอ้วน พบว่า คนอ้วนมีโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง ซึ่งมักเป็นที่ข้อรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า เป็นต้น
– กล้ามเนื้อต้นขาเหนือเข่าอ่อนแรงหรือลีบ จะมีโอกาสเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น
ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคข้อเสื่อม
– หมั่นออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
– การนั่งส้วมไม่ควรนั่งยอง ควรปรับเปลี่ยนเป็นชักโครก หรือหาม้าสามขา มาคร่อมบนส้วมซึม
– ไม่ควรนั่งกับพื้น หรือทำกิจกรรมที่ต้องก้มเป็นเวลานาน
– หลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดหรือที่สูงชัน
– หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
– หากมีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. โรคสมองเสื่อม
เป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแก้ไขได้ เช่น เกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิด หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์
ผู้ที่อาจเป็นโรคสมองเสื่อมจะมีอาการ
มักลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มาไม่นาน ขณะที่ความจำเรื่องเก่าในอดีตยังดีอยู่ ทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ มักถามซ้ำ ๆ ในเรื่องที่เพิ่งบอกไป สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ พฤติกรรม อารมณ์ และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงจากเดิม
จริงอยู่ที่ว่าอาการหลงลืมมากเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุและอาจไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อม แต่หากรู้สึกว่ามีอาการที่น่าสงสัยเหล่านี้ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาอย่างทันท่วงที
ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคสมองเสื่อม
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
– ระวังการใช้ยาเอง ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาทุกครั้ง และควรนำยาที่รับประทานเป็นประจำไปให้แพทย์ดูเพื่อกันการสั่งยาซ้ำซ้อน
– หมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และเจาะเลือดตรวจหาประวัติและไขมันในเลือดสูง
– ออกกำลังกายเป็นประจำ
– หากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดและชะลอภาวะสมองเสื่อม เช่น ดนตรีบำบัด เต้นรำ เล่นเกมฝึกสมอง กลิ่นบำบัด และการออกกำลังกายที่ฝึกความสัมพันธ์ของร่างกายและการสั่งงานของสมองซีกซ้ายและขวา
ผู้ดูแลต้องมีความอดทนและมีความยืดหยุ่นกับการดูแลผู้ป่วยโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะผู้สูงอายุที่เป็นโรคนี้จะมีขีดจำกัดหลายด้าน เช่น หิวอาหารไม่เป็นเวลา เดินช้า พูดช้า ตัดสินใจช้าและต้องให้กำลังใจผู้สูงอายุ อย่าดุด่าว่ากล่าวให้ท่านเกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ
เทคนิคพัฒนาความจำ
– ตั้งสมาธิกับสิ่งที่ทำและพยายามนึกสร้างภาพในใจเมื่อต้องจดจำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
– เลือกจำเฉพาะข้อมูลที่สำคัญและที่จำเป็นเท่านั้น
– พกสมุดบันทึกติดตัวตลอดเวลา

5. โรคซึมเศร้า
เป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตใจที่สำคัญซึ่งไม่อาจมองข้ามได้ เพราะโรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย
สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า
– การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมอง
– โรคทางกายบางอย่าง การได้รับยาหลายขนานที่ทำให้เกิดอาการเศร้า
– การสูญเสียสิ่งที่มีค่าในชีวิต เช่น คู่ชีวิต หรือการงานโดยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ต้องมาเป็นผู้ตาม เป็นต้น
ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคซึมเศร้า
– หลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว
– พยายามปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยนี้
– ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรก รวมทั้งทำกิจกรรมเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น
– หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ